Top 10 : Horror Films

10 หนังสยองขวัญที่ยอดเยี่ยมสุด (จากการจัดอันดับของนิตยสาร Total Film)

อันดับ1 : The Shining (1980)
ต่อให้คุณจะไม่เคยดูผลงานชิ้นขึ้นหิ้งของสแตนลี คูบริกแม้แต่เรื่องเดียว แต่เชื่อว่ายังไงคุณก็ต้องเคยได้ยินชื่อหนัง The Shining และน่าจะคุ้นหูประโยคอมตะอย่าง“ เขา…คือจอห์นนี่” และเผลอๆคุณอาจรู้ด้วยซ้ำว่าหากคุณไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วได้พักห้อง 237 คุณต้องรีบขอพนักงานเปลี่ยนไปนอนห้องอื่นทันที

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณและครอบครัวติดอยู่ในโรงแรมเพียงลำพัง ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ และมีวิญญาณร้ายสิงอยู่ในโรงแรมแห่งนี้? The Shining เล่าเรื่องราวของนักเขียนคนหนึ่งและครอบครัวของเขาในขณะที่มารับจ็อบเสริมเป็นผู้เฝ้าโรงแรมแห่งหนึ่งที่ปิดทำการในช่วงฤดูหนาว โรงแรมแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อดิโอเวอร์ลุค(The Overlook) ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากนิยายสยองขวัญของสตีเฟน คิง (ซึ่งเกลียดหนังเรื่องนี้เข้าใส้จนต้องสร้างThe Shining เวอร์ชั่นของตัวเองออกมาแข่ง)
ทำไมมันน่ากลัว ?
นี่คือผลงานการแสดงที่ยอดเยี่ยมของแจ็ค นิโคลสัน ในฐานะชายคนหนึ่งที่ก้าวเข้าสู่ความวิกลจริตที่น่ากลัวและบ้าคลั่งจนไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ และในขณะที่ผู้กำกับคูบริค ติดตามหนูน้อยแดนนี่ สำรวจโรงแรมดิโอเวอร์ลุคด้วยจักรยานสามล้อของเขา ผู้ชมเองก็รู้สึกหายใจหายคอไม่ทั่วท้องไปด้วย พร้อมกับเกิดคำถามขึ้นในหัวตลอดเวลาว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? เลือดแดงฉานนี้ทะลักมาจากไหน? สาวน้อยฝาแฝดคือใคร? ผีที่สิงอยู่ในห้องอาบน้ำของห้อง 237คือใคร? นี่ไม่ใช่หนังสยองขวัญที่สร้างจากความหวาดกลัวด้วยการจัมพ์สแกร์ที่ซ้ำซาก แต่คูบริกสร้างบรรยากาศที่น่าสยดสยองได้อย่างเหนือชั่นให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนมีสัตว์ร้ายซ่อนอยู่ในทุกซอกทุกมุมของโรงแรม และพร้อมจะออกมาขย้ำคุณได้ทุกเมื่อทันทีที่ไฟดับลง

อันดับ2 : The Texas Chain Saw Massacre (1974)
ชื่อหนังสยองขวัญบางเรื่องอาจถูกตั้งให้คลุมเครือเข้าไว้ เพื่อให้คุณได้ตีความหรือค่อยๆค้นหาความหมายของมันในระหว่างชมภาพยนตร์ แต่ไม่ใช่สำหรับThe Texas Chain Saw Massacre หรือแปลเป็นไทยได้ว่าการสังหารหมู่ที่เท็กซัส ซึ่งเป็นการบ่งบอกกันอย่างตรงไปตรงมาว่าหนังเรื่องนี้จะมีแต่การฆ่า ฆ่า ฆ่า แล้วก็ฆ่าชนิดที่ไม่มีความปราณีอย่างแน่นอน

The Texas Chain Saw Massacre คือภาพยนตร์สยองขวัญที่โ๕ตรโหดของผู้กำกับทอม ฮูเปอร์ เล่าเรื่องราวของวัยรุ่น5คน ที่เดินทางมาท่องเที่ยวและพักในบ้านหลังหนึ่ง แต่ต้องพบกับครอบฆาตกรที่ถือเลื่อยไฟฟ้าออกมาไล่ฆ่าและถลกหนังพวกเขามาทำเป็นหน้ากากหนังมนุษย์
ทำไมถึงน่ากลัว?
มันเป็นหนังไล่เชื่อดที่สมจริงมาก ไอ้หน้าหนังมนุษย์หรือ Leatherface  เป็นฆาตกรที่ได้แรงบรรดาลใจมาจากฆาตกรที่มีชีวิตจริงอย่างเอ็ด กีน หนังเรื่องนี้ใช้เลือดน้อยมาก แต่ผู้กำกับทอม ฮูเปอร์ฉลาดในการสร้างความสยดสยองในจิตใจของผู้ชมด้วยชิ้นส่วนอวัยวะของมนุษย์ที่ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ แะเสียงเลื่อยไฟฟ้าที่มักจะมาพร้อมการไล่ล่าสุดโหดและเสียงกรีดร้องของเหยื่อ แค่นี้เลือดก็กระเซ็นเข้าไปในสมองของผู้ชมโดยไม่จำเ้นต้องแสดงมันออกมาตรงๆบนจอ
อันดับ3 : The  Thing (1982)
เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติขุดสัตว์ต่างดาวขึ้นมาจากพื้น แต่กลับกลายเป็นการปลดปล่อยสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่เปลี่ยนรูปร่างได้ พวกมันมีความสามารถในการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแบบจำลองของสิ่งมีชีวิตได้ทุกชนิด หน้าตามันอาจเหมือนคุณหรือเรา แต่ภายในมันไม่ใช่มนุษย์ ความตื่นตกใจหวาดระแวงแพร่กระจายไปในหมู่นักค้นคว้าเมื่อพวกเขาเริ่มได้รับเชื้อจากสิ่งลึกลับจากดาวเคราะห์อื่นไปทีละคน ๆ
ทำไมถึงน่ากลัว?
The Thing เป็นหนังที่พูดถึงการที่ใครซักคนอาจกลายร่างเป็นตัวเรา และผู้กำกับจอห์น คาเพนเตอร์ ก็ฉลาดในการนำจุดนี้มาเล่นกับความรู้สึกของผู้ชมโดยเฉพาะความรู้สึกหวาดระแวง ซึ่งนำมาสู่ความรู้สึกสยองขวัญอย่างรุนแรงตามมา
อันดับ4 : Hereditary (2018)
บ้านคือศูนย์รวมใจของครอบครัว แต่ก็อาจเป็นที่สถิตของบางสิ่งที่น่าสยดสยองด้วย โทนี่ คอลลตต์รับบทหญิงวัยกลางคนผู้โศกเศร้า อันเนื่องจากการเสียชีวิตของแเธอ การสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลเสียต่อตัวเธอเท่านั้น แต่ยังสร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งครอบครัวของเธอ
ทำไมถึงน่ากลัว?
ไม่มีช่วงไหนในHereditary เป็นหนังที่คุณจะรู้สึกปลอดภัย ตลอด2ชั่วโมงของหนังเรื่องนี้ คุณจะรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง และไม่สามารถคาดเดาอะไรในเรื่องได้เลย นี่คือหนังเหนือธรรมชาติใช่ไหม? นี่เป็นการบริหารความเศร้าโศกคล้ายๆกับ Babadook หรือไม่? ไอเดียของหนังทั้ง2เรื่องมีความแตกต่างกันหรือไม่? ทุกช็อตที่ตัวละครของโทนี่ คอลเลต สร้างโมเดลย่อส่วนมันช่างดูไม่น่าไว้ใจ เหมือนมีภัยคุกคามอยู่รอบๆ และทุกการสนทนาที่น่าอึดอัดระหว่างลูกๆวัยรุ่น2คนในครอบครัวทำให้รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องอย่างน่าประหลาด  Hereditary เป็นหนังสยองขวัญยุคใหม่(และแนวทางใหม่)ที่จะทำให้คุณรู้สึกหดหู่ใจ โดยที่คุณเองก็อาจจะหาคำตอบไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร
อันดับ5 : The Exorcist (1973)
นี่คือผลงานชิ้นเอกของวิลเลี่ยม เฟรดกิน ที่ติดอันดับต้นๆทุกสำนักเพื่อมีการจัดอันดับหนังสยองขวัญ ซึ่งหากใครเคยดูหนังเรื่องนี้แล้วก็จะเข้าใจว่าทำไม The Exorcist เล่าเรื่องราวของ ‘รีแกน’ ลูกสาวของนักแสดงภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จซึ่งวันหนึ่งต้องอาศัยอยู่ในห้องใต้ดินโดยเล่นกับกระดานผีถ้วยแก้ว หากคุณเคยสงสัยว่าทำไมพ่อแม่ของคุณถึงไม่อยากให้คุณเล่นกับของเล่นที่ดูไม่มีพิษภัยนี้ลินดา แบลร์ตัวน้อยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน การใช้กระดานผีถ้วยแก้วเป็นประตูแขกรับเชิญที่ไม่ได้รับการต้อนรับจะหยั่งรากลึกในเด็กหญิงตัวเล็กๆรวมถึงคนอื่นๆ และเมื่อหมอผีเอ็กโซซิสต์มาถึงประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ก็เริ่มขึ้นจากจุดนั้น
ทำไมถึงน่ากลัว?
เหมือนกับ The Shining, The Exorcist เป็นหนังที่ทำให้ผู้ชมขนลุกได้ตลอดเวลา นี่คือภาพยนตร์ที่สร้างจากสถานที่ที่เรียบง่ายที่สุด และถึงแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด แต่ก็ทำให้เรารู้สึกวิตกกังวลได้ เมื่อใกล้ถึงการผลิตในตำนานแล้วความไม่ลดละในเรื่อง ‘ความถูกต้อง’ ของวิลเลียมฟรีดคินหมายความว่านักแสดงของเขาถูกแช่แข็งในห้องนอนที่มีตู้เย็นถูกดึงข้ามฉากเพื่อเลียนแบบความสามารถทางกายภาพของปีศาจและแน่นอนว่าจะถูกสาดด้วยซุปถั่วอุ่น ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพยนตร์สยองขวัญที่คุณอาจจะไม่เคยพูดว่าคุณสนุกไปกับมัน แต่จะพบว่าตัวเองกำลังดูซ้ำเพียงเพื่อรู้สึกถึงความหวาดกลัวอย่างแท้จริงของรถไฟผีร้ายของฟรีดคินในความรุ่งโรจน์ที่รบกวนจิตใจอีกครั้ง
อันดับ6 : Halloween (1978)
เชื่อว่าแม้แต่ผู้กำกับจอห์น คาร์เพนเตอร์ เองก็คาดไม่ถึงแน่ๆว่าหน้ากากของกัปตันเคิร์ก จะกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสยองขวัญของโลกใบนี้มาได้ถึง4ทศวรรษ

ด้วยความที่Halloweenต้นฉบับเป็นหนังทุนต่ำ ผู้กำกับจอห์น คาร์เพนเตอร์ จึงให้ทีมไปซื้อหน้ากากกัปตันเคิร์กแห่ง Star Trek(ที่อิงตามใบหน้าของวิลเลียม แชทเนอร์) จากร้านของชำมาพ่นสีขาวเพื่อดัดแปลงเป็นหน้ากากของไมเคิล ไมเยอร์ ฆาตกรโรคจิตที่ออกมาไล่ฆ่าคนที่เมืองแฮดดอนฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ ในคืนวันฮาโลวีนปี1978

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นหนังแจ้งเกิดของเจมี่ ลี เคอร์ติส นักแสดงวัยรุ่นสาวที่ต่อมาได้กลายเป็นราชินีแห่งหนังไล่เชือด ที่ประสบความสำเร็จที่สุดและยังคงหากินกับแฟรนไชส์ชุดนี้มาจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าเมื่อพูดถึงหนังเรื่อง Halloween ใบหน้าของเจมี่ ลี เคอร์ติส จะปรากฎขึ้นในหัวของผู้ชมพร้อมไมเคิล ไมเยอร์เสมอ
ทำไมถึงน่ากลัว?
ฮัลโลวีนได้สร้างมาตรฐานใหม่ของหนังสยองขวัญที่ยากจะเทียบ จอห์น คาร์เพนเตอร์ ใช้มุมกล้องแทนสายตาของฆาตกรในหลายๆฉาก ซึ่งทำให้ผู้ชมยิ่งหวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัย นอกจากนี้สกอร์ที่ติดหูสุดๆซึ่งแต่งโดยคาร์เพนเตอร์เองก็ช่วยส่งเสริมให้หนังยิ่งบีบคั้นอารมณ์สยองจนกลายเป็นหนึ่งในดนตรีประกอบที่สำคัญที่สุดของโลกภาพยนตร์
อันดับ7 : Jaws (1975)
ความสำคัญของหนังฉลามไล่กินคนเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่หนังแจ้งเกิดของผู้กำกับสตีเวน สปีลเบิร์ก เท่านั้น แต่มันยังตำนานในทุกๆด้าน Jaws คือหนังทำเงินสูงที่สุดตลอดกาลในยุคนั้น และเป็นต้นตำหรับของการฉายหนังแบบปูพรมพร้อมกันทั่วประเทศ และก่อเกิดคำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า ”หนังบล็อกบัสเตอร์” แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันคือหนังสยองขวัญที่น่ากลัวที่สุดเรื่องนึงเท่าที่โลกเคยสร้างมา ความน่ากลับของมันถึงขั้นทำให้ผู้ชมในยุค70s กลัวการเล่นน้ำทะเลกันเลยทีเดียว   
ทำไมถึงน่ากลัว?
ฉลาดโหดในหนังปรากฎตัวแบบโฉบไปโฉบมา และเราแทบไม่ได้เห็นมันแบบเต็มตัว แต่สปีลเบิร์กสามารถทำให้ผู้ชมหายใจหายคอไม่ทั่วท้องได้ตลอดเวลา และพร้อมที่จะยกขาขึ้นมาบนเบาะที่นั่งเมื่อได้ยินเสียงโน๊ตดนตรีที่ชวนหัวใจวายของจอห์น วิลเลี่ยม ที่พูดทั้งหมดคือปฏิกิริยาของตอนที่ผู้ชมเห็นจอว์แบบโฉบไปโฉบมานะ ลองจินตนาการเอาแล้วกันว่าถ้ามันพุงจากน้ำขึ้นมางาบเหยื่อให้เราเห็นเต็มตัว ผู้ชมจะหวีดร้องหันลั่นโรงหนังขนาดไหน
อันดับ8 : Alien (1979)
Alien เป็นทั้งหนึ่งในหนังวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาด้วยเช่นกัน Alien ต้นฉบับเป็นฝีมือการกำกับของริดลีย์ สก็อตต์ เล่าเรื่องราวของลูกเรือยานอวกาศนอสโตรโม ที่ต้องพบกับฝันร้ายที่สุดในชีวิตเมื่อมีสัตว์ประหลาดจากต่างดาวบุกเข้ามาในยาน และฆ่าลูกเรือตายไปทีละคน
ทำไมถึงน่ากลัว?
จะมีอะไรที่น่ากลัวไปกว่ายานอวกาศที่กำลังเดินทางอย่างอ้างว้างในห้วงอวกาศ และอยู่ห่างจากโลกไปหลายปีแสง แถมตัวเอเลี่ยนที่ออกแบบโดยไจเกอร์ ก็เป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวเป็นที่สุด และความน่ากลัวนั้นก็ไม่ใช่เพียงแค่เขี้ยวหรือกรงเล็บ แต่ยังมาจากงานออกแบบที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียด รวมถึงสัญลักษณ์ทางเพศที่ล้ำลึก งานกำกับของริดลีย์ สก็อตก็เช่นกัน เขาซ่อนเอเลี่ยนไว้ในเงามืดเพื่อให้มันเป็นอสูรกายที่ดูลึกลับ และชวนให้คนดูรู้สึกตึงเครียดไปพร้อมๆกับตัวละคร การผสมผสานองค์ประกอบของหนังสยองขวัญชั้นเยี่ยม เข้ามาในหนังไซไฟ  คือวิสัยทัศน์อันโดดเด่นของริดลีย์ สก็อตต์ ในที่กลายเป็นต้นตำหรับให้หนังแนวเดียวกันในยุคถัดมา
อันดับ9 : Scream (1996)
ต้นยุค90s หนังไล่เชือดอยู่ในสภาพสะบักสะบอมเหมือนคนป่วยและกำลังจะตายในอีกไม่ช้าจนกระทั่งการมาถึงของ Screamในปี1996 หลังจากนั้นหนังไล่เชือดก็เหมือนได้ยาวิเศษหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้Scream ประสบความสำเร็จ มาจากความเก่งฉกาจของผู้กำกับเวสครา เว่น และบทหนังที่เป็นที่สุดของความสร้างสรรค์โดยเควิน วิลเลียมสัน ซึ่งทำให้Scream เป็นทั้งหนังที่เดินตามขนบและแหวกขนบไปพร้อมๆกัน ที่เห็นได้ทันทีตั้งแต่ฉากแรก ที่หนังจับดาราที่ดังที่สุดในหนังอย่างดรู แบร์รี่มอร์มาฆ่าอย่างสยดสยอง ฉากนี้เป็นการบอกใบ้กับผู้ชมว่าคุณไม่สามารถคาดเดาอะไรจากหนังสยองขวัญที่เต็มไปด้วยการประชดประชันเรื่องนี้ได้เลย
ทำไมถึงน่ากลัว?
แค่เห็นหน้ากากScream ท้องไส้ก็ปั่นป่วนไปหมดแล้ว ฆาตกรรายนี้พูดมากกว่าฆาตกรตัวอื่นๆในหนังไล่เชือด แต่ถ้ามันบอกว่าจะฆ่าใคร มันไม่ได้พูดเล่น เพราะมันจะเอาคุณถึงตาย  Scream เล่นสนุกด้วยการทำให้ผู้ชมเหมือนตกอยู่ใสสถานการณ์วิกฤตร่วมกับตัวละครพร้อมๆกับการพยายามคาดเดาว่าใครกันแน่ที่เป็นฆาตกรตัวจริง (และมั่นใจได้เลยว่ามีน้อยคนจะเดาถูก)
อันดับ10 : 28 Days Later (2002)
แดนนี่ บอยล์ เปลี่ยนซอมบี้ที่เคยเดินอย่างเชื่องช้าตามแบบฉบับของ จอห์จ โรเมโร่ ให้กลายเป็นซอมบี้วิ่งได้ บอกเล่าเรื่องราวของชายชื่อจิม (ซิลเลียน เมอร์ฟี่) ที่ฟื้นจากอาการโคม่า แล้วพบว่าไม่มีใครอยู่ในโรงพยาบาลและเมื่อเดินออกมาตามท้องถนนก็พบว่าลอนดอนกลายเป็นเมืองร้าง อันเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้
ทำไมถึงน่ากลัว?
บรรยากาศในหนัง28 Days Laterให้ความรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในฝันร้าย ผกก.แดนนี่ บอยล์เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอังกฤษให้กลายเป็นเมืองร้างได้ชวนขนลุก หนังมีดนตรีประกอบที่สมบูรณ์แบบในการขับเน้นอารมณ์สยองและชวนให้ใจเต้น การติดเชื้อในหนังเป็นเรื่องที่น่าสยดสยองอย่างแท้จริงซึ่งถ่ายทอดผ่านแววตาที่หวาดกลัวของทีมนักแสดงระดับคุณภาพ

Author: admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *