TOP LIST

20หนังไซไฟยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่20

โรเจอร์ คอร์แมน เจ้าพ่อหนังเกรดบีผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ว่าหนังไซไฟไม่จำเป็นต้องมีฉากรบในอวกาศ หรือยานอวกาศ หรือแม้กระทั่งเซ็กซ์ แต่หนังไซไฟที่ดี มีองค์ประกอบอื่นๆอีกมากมาย ที่ดูเหมือนคนทำหนังในยุคหลังนี้จะไม่สามารถดึงสิ่งเหล่านั้นมาใช้ได้ เพราะเมื่อวิเคราะห์กันออกมาอย่างจริงจังแล้ว สิ่งที่หนังไซไฟนำเสนอนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกของตัวคน เรื่องเกี่ยวกับการผจญภัย หรือแม้กระทั่งการค้นหาความหมายในตัวหนังเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีรวมอยู่ในหนังไซไฟที่ถูกจัดว่าเป็นต้นแบบของหนังไซไฟคลาสสิค ที่ไม่เพียงแต่จะถูกยอมรับว่ายอดเยี่ยมเท่านั้น ยังรวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในยุคถัดมาด้วย

1. 2001 : A Space Odyssey(U.S.1968)

กำกับและเขียนบทโดยสแตนลี่ คูบริค จากนิยายของอาร์เธอร์ ซี คลาร์ก

หากพิจารณากันดีๆ2001 : A Space Odyssey ของคูบริคเป็นหนังที่เอาหนังสามเรื่องมาไว้ในเรื่องเดียวกันอีกที และแต่ละเรื่องก็จะมีความหมายในตัวของมันเอง

ฉากเปิดเรื่องถือเป็นฉากที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดที่เคยมีการทำมา ดูสมจริงอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ดูเหมือนหนังสารคดีของโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำได้เป็นอย่างดีมากกว่าจะเป็นหนัง โดยที่คูบริคใส่แนวความคิดของเขาเองไปกับการเดินทางในอวกาศและความรุดหน้าของมนุษยชาติ

ฉากการเหยียบสู่ดวงจันทร์เป็นฉากที่ล้ำเลิศยิ่ง จุดเด่นอยู่ที่เอฟเฟคต์ที่ใช้ในหนังปราศจากเทคนิคโมชั่นคอนโทรล หรือดิจิตอล เทคโนโลยี อันกลายเป็นมาตรฐานที่ผู้ชมจะตัดสินเองได้ จนกระทั่งStar Wars ของจอร์จ ลูคัสออกฉาย ก็กลายเป็นงานที่สะท้อนงานของคูบริคไปอีกระดับหนึ่งโดยที่ยังไม่มีหนังเรื่องไหนเทียบได้กับ2001 : A Space Odyssey เลยแม้แต่เรื่องเดียว 

ในช่วงกลางเรื่อง อันว่าด้วยเรื่องการรวนของHAL ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในยานอวกาศขณะที่กำลังเดินทางสู่ดาวจูปิเตอร์ เป็นฉากตื่นเต้นตึงเครียดที่สุดของหนัง และเป็นเหมือนการที่คูบริคเตือนให้รู้ถึงความล่มสลายของเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนควบคุมมนุษย์มากเกินไป คูบริคนำเสนอส่วนนี้ออกมาได้ดีกว่าที่คนทำหนังหลายคนพยายามจะนำเสนอแนวความคิดแบบเดียวกันนี้แม้แต่THX-1138 ของลูคัสด้วยก็ตาม

และในส่วนสุดท้ายของหนัง ที่ใครก็เดาไม่ได้ว่ามีความหมายอย่างไร เป็นการนำเสนอที่มีความหมายซ่อนอยู่โดยนัย ชาญฉลาด และไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้

.

2. Star Wars (U.S.1977)

กำกับและเขียนบทโดยจอร์จ ลูคัส

แค่เพียงไม่กี่วินาทีคนดูก็จะรู้ได้ว่าทำไม Star Wars จึงได้กลายเป็นหนังคลาสสิคตลอดกาลโดยเฉพาะในฉากเมื่อแฮนกับลุคคุมตัวชิวแบคก้าไปยังห้องคุมขัง และหุ่นยนต์ทรงเหลี่ยมตัวเล็กๆ แล่นมาเจอเข้า ทันทีที่ชิวแบคก้าคำรามใส่ หุ่นยนต์ตัวเล็กก็ส่งเสียงร้องตกใจ หันหลังหนีกลับไปอีกทางเต็มกำลัง

แม้ว่าพล็อตหนังจะเป็นลิเก แต่จอร์จ ลูคัสสามารถสอนมวยคนทำหนังด้วยกันให้เห็นว่าหนังที่สนุกเขาทำกันอย่างไร ทั้งการทำและการได้ดู รวมถึงการที่เขาสามารถทำให้แม้แต่บทที่เล็กที่สุดในหนังดูสมจริงขึ้นมาด้วย

Star Wars เป็นเหมือนบทบัญญัติสำหรับมุมมองของคนทำหนังทั้งหลายโดยถ่ายทอดออกมาจากทุกฉากของหนังที่ดูสมจริงไม่ว่าจะเป็นฉากยานมิลเลนเนี่ยมฟอลคอน เรื่อยไปจนถึงยานลำอื่นๆในหนัง รวมถึงการนำเสนอภาพมุมกว้างและจอสโคปที่ลูคัสเน้นให้เห็นจักรวาลที่ดูสมจริง โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์หนังรางวัลพูลิตเซอร์ยังบอกเองว่า Star Wars เป็นหนังในหนังไม่กี่เรื่องที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง จนเป็นปรากฎการณ์สำหรับเขา

หนังหลายเรื่องพยายามที่จะจับความรู้สึกและอารมณ์ของการผจญภัยสนุกสนานอย่างที่ลูคัสทำไว้ในหนังเรื่องนี้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครทำได้เหมือนเช่น Star Warsอีกแล้ว

.

3. Blade Runner (U.S.1982)

กำกับ ริดลี่ย์ สก็อต / บทหนัง แฮมป์ตัน แฟนเชอร์ และเดวิด พีเพิลส์

ริดลีย์ สก็อตเคยบอกไว้ว่า “บางครั้งงานออกแบบก็บ่งบอกถึงบางสิ่งได้” แน่นอนว่าณ เวลาที่หนังเข้าฉายไม่มีหนังเรื่องไหนที่ออกแบบงานสร้างออกมาได้ยิ่งใหญ่เท่านี้มาเป็นสิบปี โลกยุคอนาคตที่สก็อตสร้างขึ้นมานั้นน่าสนใจและงดงาม และในขณะเดียวกันก็ทำให้คนดูอีกมากมายไม่ค่อยจะชอบใจนักที่ฉากในหนังเต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ดูไม่ต่างจากแหล่งเสื่อมโทรมน่ารังเกียจทั้งหลาย

ใช่ว่า Blade Runner จะถูกพูดถึงแค่โปรดักชั่นดีไซน์เท่านั้น แต่มันยังเน้นให้เห็นถึงสิ่งที่กลายเป็นที่รู้จักของชื่อว่า Black Chic อันเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ และพัฒนาไปสู่การมีอิทธิพลต่อทุกอย่างในหนังไซไฟ นับแต่ Terminator เรื่อยไปจนถึง Alien3 และแม้แต่ในโลกไซเบอร์ของวิลเลี่ยม กิ๊บสัน แทนที่จะใช้ฉากการเดินเรื่องเหมือนหนังที่ว่าด้วยเรื่องของโลกยุคหลังสงครามล้างโลกในยุค70s อย่างZardoz, Quintet สก็อตกลับดัดแปลงนิยายของฟิลิป เค ดิ๊ก เรื่องนี้ให้กลายเป็นหนังที่เผยโลกที่น่ารังเกียจยิ่งในยุคอนาคต สงครามไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะทำลายโลกอีกต่อไป สก็อตเหมือนอยากจะบอกเช่นนั้นในหนังเรื่องนี้

ท้ายที่สุด แม้สก็อตจะไม่ได้สรุปว่าเขาสิ้นหวังต่อโลกนี้แล้ว แต่คนดูก็เหมือนจะไม่แฮปปี้นักกับBlade Runner ฉบับDirector’s Cut ที่เปยให้รู้ว่าแม้แต่นักล่าแอนดรอยด์อย่างริค เดคคาร์ด(แฮริสัน ฟอร์ด) ก็เป็นมนุษย์แปลงด้วยเช่นกัน แฮมป์ตัน แฟนเชอร์ บอกว่าไอเดียในการทำให้เดคคาร์ดกลายเป็นแอนดรอยด์นี้เป็นเหมือนการทดสอบความสงสารในใจคนดู..ดูว่าคุณเป็นคนแบบไหน เพราะเราสามารถเป็นคนที่ดีกว่าคนทั่วไปได้

.

4. Metropolis (Germany 1927)

กำกับ ฟริทซ์ แลงจ์ / บทหนัง ฟริทซ์ แลงจ์ และแธ วอน ฮาร์โบ

หนังเรื่องนี้ถือเป็นBlade Runner ของยุคสมัยนั้นก็ว่าได้ Metropolis ในมุมมองของแลงจ์ คือเมืองในอนาคตที่ดูน่าเชื่อถือ มีตึกระฟ้ารูปร่างประหลาดสูงเสียดฟ้าที่บ่งบอกถึงความเป็นโลกอุตสาหกรรมครองเมือง แลงจ์รับเอาอิทธิพลของนิยายเรื่อง The Jungle ของจอห์น อัพตันมาใช้ เขาทำให้ประชากรในยุคอนาคตตกอยู่ในวิกฤติของมลภาวะและสร้างเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ไม่เพียงแต่จะเป็นความเพ้อฝันเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงดลใจให้เขาสร้างหุ่นยนต์ที่สง่างามที่สุดในโลกภาพยนตร์ และกลายเป็นอิทธิพลที่ถูกนำมาใช้กับซีทรีพีโอใน Star Wars ในเวลาต่อมา

Metropolis แยกเรื่องของนิยายไซไฟออกมาจินตนาการอย่างแท้จริง สองปีหลังจากที่แลงจ์ทำหนังเรื่องนี้ เขาก็ผลักดันความจริงของวิทยาศาสตร์ให้รุดหน้าไปอีกกับหนังเรื่อง The Woman in the Moon หนังเรื่องนี้แนะนำให้คนดูได้รู้จักการนับถอยหลังก่อนปล่อยยาน และนาซ่าก็นำมาใช้ในการปล่อยยานจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปด้วย

.

.

.

.

.

5. Terminator 2 : Judgement Day (U.S.1991)

กำกับเจมส์ คาเมรอน / เขียนบท เจมส์ คาเมรอนและวิลเลี่ยม วิชเชอร์

มุมมองของคาเมรอนเกี่ยวกับเรื่องของโลกหลังสงครามล้างโลกผ่านพ้นไปและถูกเครื่องจักรควบคุมมนุษย์ มีอิทธิพลในยุคนั้นมากจนกลายเป็นแนวฮิตให้หนังทีวีและหนังอีกมากมายเดินตามในทิศทางเดียวกัน

ความสำคัญของTerminator 2ภาคแรกอยู่ที่การที่หนังมีอิทธิพลต่อการพัฒนาแนวหนังแอ็คชั่นและยุคของหนังไซไฟที่นอกเหนือจากเนื้อหาซ้ำซากที่คนดูได้ดู

เรื่องของการเดินทางข้ามเวลาถูกนำมาใช้ในหนังเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการหักมุมอย่างชาญฉลาด ซึ่งหนังอย่างTime Cop และ Totall Recal ก็นำมาใช้เจ็ดปีหลังจากที่คาเมรอนประสบความสำเร็จกับTerminator ไม่มีใครคิดว่าเขาจะสามารถก้าวเหนือขึ้นไปอีกระดับหนึ่งกับTerminator 2 : Judgement Day ภาคต่อของTerminator ผู้กำกับ/เขียนบทคนนี้ต้องทุ่มทุนนับ$100ล้านไปเพื่อที่จะทำให้หนังได้รับทั้งคำชมและเงิน จนกลายเป็นนิสัยประจำตัวที่ทำหนังทุนต่ำไม่ได้อีกต่อไป

ส่วนเด่นที่ถูกกล่าวขวัญอย่างมากจากหนังก็คือการใช้สเปเชียล เอฟเฟคต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอีกก้าวหนึ่งในการสร้างและบังคับตัวละครจากการสร้างภาพขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ ถือได้ว่าคาเมรอนเป็นผู้ร่วมเปิดศักราชใหม่ของเอฟเฟคต์ที่ก้าวมาสู่ยุคสูงสุด เพราะในเวลาต่อมาเทคนิคนี้ก็ถูกนำมาใช้กับการสร้างไดโนเสาร์ใน Jurassic Park หรือยานต่างดาวที่กำลังจะยึดแมนฮัตตันใน Independence Day

.

.

6. Alien (U.S.1979)

กำกับ ริดลีย์ สก็อต / บทหนัง แดน โอแบนนอน

Alien นำความสยองขวัญมาดำเนินเรื่องในอวกาศด้วยการสร้างแนวเขย่าขวัญและดราม่าตึงเครียดแบบเดียวกับที่สตีเว่น สปีลเบิร์กเคยใช้ได้ผลมาแล้วในJaws ผสมเข้ากับแนวเขย่าประสาทแบบHalloween ของจอห์น คาเพนเตอร์ หนังเดินเรื่องบนยานขนแร่ชื่อนอสโตรโม แล้วสัตว์ร้ายก็เริ่มฆ่าลูกเรือทีละคนอย่างสยดสยอง

แม้ว่าแดน โอแบนนอนจะไม่ได้นำเสนออะไรแปลกใหม่กับบทหนังของเขา(เขาได้รับอิทธิพลมาจากหนังอย่าง The Thing From Another Planet) แต่สก็อตก็สามารถจับอารมณ์ของหนังออกมาได้อย่างเยี่ยมยอด

เหมือนเช่นที่ลูคัสทำได้จากStar Wars เขานำเสนอเรื่องของเทคโนโลยีของยานที่ใช้เดินทางในอวกาศที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเพ้อฝันอะไร แต่เป็นยานเก่าโกโรโกโสเสียมากกว่า ตัวละครของเขามีเลือดเนื้อและอารมณ์ที่หลากหลายแตกต่างกันจนเป็นจุดเด่นของหนังไปด้วย 

แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้เห็นจะเป็นการออกแบบสัตว์ต่างดาวและโปรดักชั่นของฉากในเรื่องจากฝีมือของเอช อาร์ กีเกอร์ ศิลปินชาวสวิสผู้ทำให้ฮอลลิวูดและคนทั่วโลกได้เห็นมนุษย์ต่างดาวที่แปลกแตกต่างจากที่คนดูเคยเห็นมาอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นมนุษย์ดาวอังคารหัวโตตาเหมือนเม็ดอัลมอนด์ แต่กลับเป็นสัตว์ที่เหมือนแมลงจากขุมนรกในจักรวาล

.

7. The Day The Earth Stood Still (U.S.1951)

กำกับ โรเบิร์ต ไวส์ บทหนัง เอ็ดมันต์ เอช. นอร์ธ

หนังเรื่องนี้ถูกสร้างออกมาในยุคที่สงครามเย็นกำลังตึงเครียดบนโลกนี้ The Day The Earth Stood Still เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าหนังไซไฟสามารถใช้เป็นภาพแทนสภาพสังคมในแต่ละยุคสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ทศวรรษ1950s ในยุคที่ผู้คนกำลังตึงเครียดอย่างยิ่ง หากมนุษย์ต่างดาวบุกโลกนี้ความคลุ้มคลั่งของผู้คนคงจะตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย มนุษย์ต่างดาวของไวส์ในหนังเรื่องนี้น่าตกใจตรงที่ไม่ใช่อสูรกายน่าเกลียดแต่เป็นมิตรกับผู้คน เป็นครั้งแรกที่นำเสนอมุมมองของมนุษย์ต่างดาวออกมาในลักษณะนี้ และเป็นการปูทางให้ตามมาสู่การผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของ E.T. หรือแม้แต่ฉากสำคัญใน Close Encouters of The Third Kind เมื่อมีการติดต่อกันระหว่างแขกผู้มาเยือนจากต่างดาวกับมนุษย์ที่รอรับฟังพวกเขาอยู่

และใครจะลืมGort หุ่นยนต์ที่ซื่อสัตย์ของคลาตูได้ ไวส์ทำให้มันกลายเป็นคู่หูหุ่นยนต์ที่ถูกมองว่าคลาสสิคมากตัวหนึ่ง นิสัยชื่นชอบความรุนแรงและการเชื่อฟังอย่างไร้สติทำให้มันถูกมองว่าเป็นบรรพบุรุษของหุ่นยนต์สังหารในThe Terminator นั่นเอง

.

.

.

.

8. A Trip To The Moon/Le Voyage Dans La Lune(France 1902)

กำกับและเขียนบทโดยจอร์จ เมลิเยส์

A Trip To The Moon ถือเป็นการนำเสนอจินตนาการที่น่าทึ่งในยุคนั้น เช่นยานอวกาศที่พุ่งไปชนตาของดวงจันทร์ มนุษย์อวกาศที่ได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับสัตว์ต่างดาวและราชสำนักของราชาแห่งดวงจันทร์

หนังเรื่องนี้เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และแสดงให้ผู้กำกับอย่างฟริทซ์ แลงจ์ หรือวิลเลี่ยม คาเมรอน เมนซีส์ ได้รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นไปได้กับจินตนาการของหนัง

จอร์จ เมลิเยส์ เป็นผู้กำกับคนแรกที่ทำงานร่วมกับโมเดลยนต์ขนาดใหญ่ เขาสร้างเทคนิคพิเศษในการถ่ายภาพที่กลายเป็นเทคนิคการสร้างหนังในยุคต่อมา และถือเป็นสเปเชียลเอฟเฟคต์ยุคแรกอย่างเช่นการซ้อนภาพหรือการตัดต่อ

.

.

.

.

.

9. Invasion of The  Body Snatchers (U.S.1956)

กำกับ ดอน ซีเกล บทหนัง แดเนียล เมนวอริ่ง

มนุษย์ต่างดาววายร้ายที่น่ากลัว ไม่จำเป็นต้องฉีกเนื้อคนเป็นชิ้นๆเพื่อให้คนกลัว แต่จะน่ากลัวยิ่งกว่าถ้ามันเปลี่ยนให้คนกลายเป็นอะไรที่ต้องการอยากจะเป็น แบบนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าการเชือดเนื้อเถือหนังเสียอีก ซึ่งหนังอย่าง Invasion of The  Body Snatchers สร้างอาการขวัญผวาในการกลัวคอมมิวนิสต์ในยุค50s ให้ถึงขีดสุดและเป็นการเตือนการต่อต้านการยอมรับอย่างไร้สติ หนังเรื่องนี้นำเสนอสิ่งที่มีความหมายในการเป็นคน และเป็นการง่ายดายยิ่งที่คนที่มีจิตใจอ่อนแอจะถูกครอบงำได้อย่างง่ายดาย

แนวคิดหลายอย่างกลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อหนังอีกหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหรือเปล่าจากตัวละครในหนังหลายเรื่อง ที่แม้จะไม่ใช่มนุษย์แต่กลับมีอารมณ์และสามัญสำนึกดีกว่าคนที่สั่งการเสียอีก แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ได้อย่างน่ากลัวยิ่งกับฉากหนึ่งของAliens เมื่อพวกนาวิกโยธินมาพบกับหญิงคนหนึ่งที่กลายเป็เหยื่อของสัตว์ต่างดาวเธอกำลังร้อนรนที่จะเป็นอิสระและหลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์ แม้เธอจะยังมีชีวิตอยู่แต่ก็วิงวอนขอให้พวกทหารฆ่าเธอเสีย เสียงร้องยอมจำนนแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับเหยื่อใน Invasion of The  Body Snatchers ด้วยเช่นกัน

.

.

.

10. Things To Come (U.K.1936)

กำกับ วิลเลี่ยม คาเมรอน เมนซี่ / บทหนัง เอช จี เวล์ส และ ลาจอส เบิร์ด

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่โปรดักชั่นดีไซน์ที่เหมือนผสมผสานระหว่างMetropolis กับ Blade Runner สำหรับสถาปัตยกรรมแห่งโลกอนาคต เมนซี่เป็นคนที่มีมุมมองด้านการออกแบบที่ล้ำเลิศจนเดวิด โอ เซลซนิค นำคำว่าโปรดักชั่นดีไซน์มาใช้อย่างเต็มปากกับงานของเมนซี่ที่อุทิศให้แก่หนังเรื่อง Gone With The Wind และในหนังของเขาเองอย่าง Chandu the Magician และ Invaders From Mars ฉบับดั้งเดิม รวมทั้งThings To Come ก็โดดเด่นที่การนำเสนอเรื่องการปรับโครงสร้างสังคมขึ้นใหม่ในแนวความคิดที่เวล์สนำเสนอ เขาทำนายได้อย่างแม่นยำว่าสงครามโลกจะเกิดขึ้นในปี1940 แล้วสงครามก็นำไปสู่ความล่มสลายของอารยะธรรม

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

อ้างอิงจากบทความ Not of This Earth / The Most Influence Science Fiction Films of All Time โดยดักลาส เพอร์รี่, โม ไรอัน, คริสติน โคลเบอร์แดนซ์ และแฟรงค์ เคิร์ทซ์